
การแข่งขันรอบรองชนะเลิศนัดแรกของลีกคัพสิ้นสุดลงที่สนามเซนต์เจมส์พาร์ค โดยแมนเชสเตอร์ซิตีสามารถเอาชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ดได้ถึงถิ่น 2-0 คว้าความได้เปรียบในนัดสองของสองนัดนี้เซเมโด้ นักเตะที่เซ็นสัญญาในช่วงฤดูหนาว ยังคงรักษาฟอร์มร้อนแรงไว้ได้ โดยทำประตูสำคัญ ขณะที่เชอร์กี้ ตัวสำรอง ยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แม้จะมีช่วงเวลาที่ขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็เอาชนะไปได้ในที่สุดด้วยความสามารถในการจบสกอร์ที่เหนือกว่าและความลึกของทีม
หลังจบการแข่งขัน สถิติไร้พ่ายของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในสองนัดล่าสุดของศึกคาราบาวคัพที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ต้องหยุดลง ส่งผลให้ทัพสิงห์บลูส์เข้าใกล้การคว้าแชมป์คาราบาวคัพสมัยที่ 9 ในประวัติศาสตร์สโมสรมากยิ่งขึ้น ก่อนเกมนี้ นิวคาสเซิลมีสถิติอันน่าประทับใจด้วยการไม่แพ้ใครในบ้าน 13 นัดติดต่อกัน แต่ปัญหาแนวรับที่ขาดผู้เล่นถึง 8 คนเนื่องจากอาการบาดเจ็บยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักอย่าง เบิร์น และ ลาสเซลส์ รวมถึงผู้เล่นคนอื่นๆ ต่างก็ไม่สามารถลงสนามได้ ทำให้ทัพสาลิกาดงต้องจัดแนวรับชุดผสมเพื่อรับมือกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เผชิญกับวิกฤตอาการบาดเจ็บถึงเจ็ดคนเช่นกัน โดยมีเซ็นเตอร์แบ็คคนสำคัญอย่าง ดิอาส และ สโตนส์ ต่างก็ไม่สามารถลงเล่นได้ ความมั่นคงของแนวรับชั่วคราวของพวกเขาถูกทดสอบอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ความลึกของทีมก็ชัดเจนว่าเหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
ครึ่งแรกเป็นเกมที่สูสีและไม่มีประตูเกิดขึ้น โดยนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นเจ้าบ้าน เป็นฝ่ายเริ่มเกมบุกก่อน ในนาทีที่ 6 พวกเขาฉวยโอกาสโต้กลับอย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสอันตรายได้สำเร็จ เมื่อวิสซาหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษแบบตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตู แต่โชคร้ายที่ลูกยิงของเขาพุ่งข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้พลาดโอกาสทองในการทำประตูขึ้นนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงรักษาแนวทางการเล่นแบบครองบอลไว้อย่างอดทน คอยหาช่องว่างเพื่อเจาะแนวรับของคู่แข่ง ในนาทีที่ 11 เบอร์นาร์โด ซิลวา เปิดบอลต่ำจากฝั่งซ้ายเข้ากลาง แต่เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่วิ่งมาที่เสาไกลไม่ทันบอล ทำให้พลาดโอกาสทำประตูระยะเผาขน
บรรยากาศที่ตึงเครียดของเกมมาถึงจุดสูงสุดในนาทีที่ 31 เมื่อโจ ดันดี และโอไรลีย์แลกเปลี่ยนคำพูดที่รุนแรงและผลักกัน ผู้เล่นจากทั้งสองฝ่ายรีบมารวมตัวกัน และผู้ตัดสินได้เข้ามาแทรกแซงอย่างรวดเร็วเพื่อระงับเหตุการณ์ ก่อนหมดครึ่งแรกไม่นาน นิวคาสเซิลต้องเจอกับปัญหาอีกครั้งเมื่อเมอร์ฟี่ผู้เล่นคนสำคัญล้มลงบาดเจ็บและไม่สามารถเล่นต่อได้ ต้องถูกแทนที่ด้วยบาร์นส์ ซึ่งทำให้ทีมที่มีผู้เล่นจำกัดอยู่แล้วต้องเสียเปรียบมากขึ้น ทีมเข้าสู่ช่วงพักครึ่งด้วยสกอร์ที่เสมอกัน 0-0

ครึ่งหลังเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโมเมนตัมเปลี่ยนไปมาระหว่างการโจมตีและการป้องกัน ในนาทีที่ 50 นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เกือบจะทำลายความเสมอได้เมื่อลูกโหม่งของวิสซาจากในกรอบเขตโทษถูกทราฟฟอร์ดเซฟได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการกระโดดเซฟแบบผาดโผน จากนั้นลูกยิงต่ำจากกิมารายส์ก็ชนเสาและกระดอนออกมา ทำให้แม็กพายส์พลาดโอกาสทำประตูติดต่อกันเพื่อใช้ประโยชน์จากการเล่นในบ้านแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทนต่อแรงกดดันได้และโต้กลับอย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 54 ดูกูทะลุทางฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดบอลต่ำเข้ามา เบอร์นาร์โด ซิลวา สอดส่องบอลอย่างชาญฉลาดที่เสาแรก ส่งให้เซเมโยวิ่งมาที่เสาไกลและยิงเข้าประตูไป ทำให้ซิตี้ขึ้นนำ 1-0การเซ็นสัญญาด้วยมูลค่า 64 ล้านปอนด์ยังคงรักษาฟอร์มร้อนแรงของเขาไว้ได้ โดยมีส่วนร่วมใน 13 ประตูจากการลงสนาม 21 นัด ความต่อเนื่องในการทำประตูของเขาได้ตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะกำลังสำคัญในแนวรุกของซิตี้
ช่วงเวลาที่เป็นประเด็นขัดแย้งของการแข่งขันเกิดขึ้นในนาทีที่ 63 เบอร์นาร์โด ซิลวา เปิดลูกเตะมุมจากฝั่งซ้าย และเซเมโยวอลเลย์ด้วยเท้าข้างส่งบอลเข้าประตูจากระยะใกล้ ผู้รักษาประตูไม่สามารถป้องกันได้ แต่ในขณะที่นักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เริ่มฉลองประตู VAR ได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อตัดสินว่า ฮาแลนด์ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า ทำให้ประตูถูกยกเลิกการตัดสินใจนี้ทำให้สนามเซนต์เจมส์พาร์คเกิดความโกลาหลและทำให้การแข่งขันกลับมาสูสีอีกครั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา รีบปรับแผนการเล่นทันที โดยส่งผู้เล่นสำรองคนสำคัญอย่าง โรดรี และ ลlorente ลงสนามเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการควบคุมเกม อย่างไรก็ตาม นิวคาสเซิลได้เปิดเกมโต้กลับอย่างดุเดือด João Mário ถูกใบเหลืองจากการเข้าปะทะกับ Doku หลังจากที่เขาสามารถผ่านผู้เล่นแนวรับหลายคนได้ ขณะที่ Wout Weghorst พลาดโอกาสทองในการทำประตูเมื่อเขาไม่สามารถยิงได้หลังจากได้รับบอลในเขตโทษ
ความลึกของขุมกำลังของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในที่สุดก็กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+8 ตัวสำรองอย่าง นูรี จ่ายบอลย้อนจากฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษให้เพื่อนสำรองอีกคนอย่าง เชอร์กี้ เข้าชาร์จบอลจ่อ ๆ เข้าประตูไป ปิดฉากชัยชนะ 2-0 อย่างสมบูรณ์แบบ ที่น่าสังเกตคือ เชอร์กี้มีส่วนร่วมกับ 15 ประตูในฤดูกาลนี้แล้ว ทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกของซิตี้เคียงข้างเซเมโญ

เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยชนะอย่างขาดลอยในเกมเยือน ไม่เพียงแต่แก้แค้นความพ่ายแพ้ 1-2 ในพรีเมียร์ลีกที่นิวคาสเซิลเมื่อต้นฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังยุติสถิติไร้พ่ายของแม็กพายส์ที่ไม่เคยเอาชนะซิตี้ได้สองครั้งในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ปี 1983ตลอดการแข่งขัน การเซฟที่สำคัญของทราฟฟอร์ดขัดขวางการคุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนิวคาสเซิล ในขณะที่แนวรับชั่วคราวที่นำโดยอาเก้สามารถต้านทานการโจมตีจากลูกตั้งเตะได้อย่างเหนียวแน่น ประตูจากเซเมโยและเชอร์กีแสดงให้เห็นถึงความลึกของทีมที่น่าเกรงขามของซิตี้นิวคาสเซิล ในขณะเดียวกัน สร้างโอกาสมากมายผ่านความอดทนในสนามเหย้าและการเล่นโต้กลับ อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บและความเหนื่อยล้าทางร่างกายทำให้ประสิทธิภาพในการจบสกอร์ลดลง ในรอบที่แล้วที่ต้องเล่นถึง 120 นาทีในศึกเอฟเอคัพ แม็กพายส์สามารถภูมิใจในผลงานของพวกเขาได้แม้จะพ่ายแพ้ก็ตาม ด้วยเกมเลกที่สองของรอบรองชนะเลิศที่ยังเหลืออยู่ นิวคาสเซิลยังคงมีโอกาสที่จะกลับมาอย่างน่าทึ่งและผ่านเข้ารอบต่อไป
การแข่งขันสองนัดจะจบลงด้วยการแข่งขันนัดที่สองที่สนามเอทิฮัด สเตเดียมในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ สำหรับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่มุ่งมั่นจะรักษาแชมป์ลีกคัพไว้ให้ได้ พวกเขาต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการโจมตีที่เหนือชั้นมากขึ้นเมื่อเล่นนอกบ้าน – เป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ยังคงอยู่ในความสามารถของพวกเขา โปรแกรมการแข่งขันในอนาคตของทั้งสองทีมมีดังนี้: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเดินทางไปพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 17 มกราคม เวลา 20:30 น. นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะเดินทางไปพบกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในวันที่ 18 มกราคม เวลา 22:00 น.